J. Edgar และ คลินต์ อีสต์วูด : พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับการกดขี่อันใหญ่ยิ่ง
posted on 15 Nov 2011 10:38 by bioscope
J. Edgar และ คลินต์ อีสต์วูด
พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับการกดขี่อันใหญ่ยิ่ง
โดย ภัคพล รังษีภัทร์
หากดาราแอ็กชันกล้ามโตอย่าง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน มีภาพลักษณ์สมัยเป็นนักแสดงด้วยตัวละครที่เชื่อในอำนาจของการทำลายล้างและชัยชนะอย่าง จอห์น แรมโบ้ และ ร็อคกี้
แอ็กชันสตาร์รุ่นเก๋า (กว่า) อย่าง คลินต์ อีสต์วูด ก็มีภาพจำเป็นตัวละครลักษณะคล้ายกันอย่าง คาวบอยหัวขบถในหนังชุด Dollas Trilogy และ แฮร์รี คัลลาแฮน (Dirty Harry)
เมื่อสตอลโลนพลิกบทบาทมาเป็นคนทำหนัง เขายังคงเดินหน้ารักษาภาพลักษณ์เก่าๆ ไว้ ด้วยทีมทหารผ่านศึกที่มีอาวุธสงครามเต็มมือ หรือหากย้อนไปหน่อยก็มาในคราบของนักมวยกับกำปั้นที่หวนคืนสังเวียน
ส่วนอีสต์วูดกลับทำในสิ่งตรงกันข้าม หนังของเขาเลือกที่จะตั้งคำถามพร้อมๆ กับวิพากษ์วิจารณ์ถึงอำนาจที่อยู่ในมือของมนุษย์และผลกระทบของมันแทน



อวสานคาวบอย
“ดัสติน ฮอฟฟ์แมน กับ อัล ปาชิโน อาจชอบเล่นบทเป็นไอ้ขี้แพ้ แต่แฟนหนังของผมเคยชินกับการเป็นผู้ชนะมากกว่า ตัวละครที่ผมแสดงจึงอาจมีทั้งอารมณ์อ่อนไหวและความอ่อนแออยู่ในที แต่ผลลัพธ์สุดท้ายพวกเขายังคงต้องเป็นผู้ชนะ เหตุผลเพราะคนส่วนใหญ่ล้วนเป็นไอ้ขี้แพ้ในชีวิตจริงและพวกเขาก็ยอมจำนนต่อสถานะนั้น ซึ่งสำหรับผู้ชนะอย่างผมต้องไม่มีอะไรมาหยุดผมได้” อีสต์วูดให้สัมภาษณ์เมื่อปี 1971
ปีที่เราอาจมองได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนถ่ายครั้งสำคัญทั้งทางด้านอาชีพและมุมมองของอีสต์วูดเอง เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่ของตายสำหรับเขาอย่างหนังคาวบอยกำลังซ้ำซากและส่อเค้าเสื่อมความนิยม อีสต์วูดจึงเริ่มขยับไปหาหนังแอ็กชันแนวใหม่ๆ ด้วยบทบาทนายตำรวจกับปืนแม็กนัมจุด 44 ในหนังอย่าง Dirty Harry ขณะเดียวกันมันยังเป็นปีที่เขาได้เปิดซิงในฐานะผู้กำกับด้วย Play Misty for Me
การดิ้นรนและได้โอกาสครั้งดังกล่าวของอีสต์วูดทำให้เขาเป็นผู้ชนะสมใจ เพราะ Dirty Harry ฮิตเสียจนมีภาคต่อออกมาอีก 3 ภาค แล้วส่งให้เขาได้เล่นหนังแอ็กชันแนวผู้พิทักษ์อีกเป็นพรวน แถมยังแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับเต็มตัวพร้อมๆ กับถึงเวลาสั่งลาสิ่งสร้างชื่อให้ตัวเองอย่างหนังคาวบอย เพราะความเชื่อและอุดมคติแบบนั้นในตัวเขาหมดลงแล้ว
“ผมได้บทของ Unforgiven (1992) มาตั้งแต่ปี 1976 และตั้งใจรอเวลาให้แก่พอที่จะสวมบท วิล มันนี เพื่อใช้มันเป็นจุดจบสถานะไอ้หนุ่มคาวบอยของผมเอง ยุคสมัยของนักสำรวจและผู้บุกเบิกที่ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์จากสังคมอย่างพวกคาวบอยน่ะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้เราไม่สามารถลุกขึ้นไปสะสางบัญชีแค้นกับใครได้ด้วยตัวเอง หรือแม้กระทั่งนั่งเดียวดายอยู่บนหลังม้า เพราะถูกปกครองด้วยตำรวจและกฎหมายอันแสนเข้มงวด” อีสต์วูดกล่าว
เดวิด สวินเดิล นักวิจารณ์จาก FrontPage Magazine วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ทำให้ Unforgiven กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งก็พราะนอกจากหนังจะแสดงจุดจบของเหล่าคาวบอยบนแผ่นฟิล์มแล้ว หนังยังผสมผสานทัศนคติของอีสต์วูดต่อประเด็นการดิ้นรนของปัจเจกชนที่ถูกกดขี่จากอำนาจของรัฐได้อย่างทรงพลัง
“อีสต์วูดจงใจวิพากษ์ความเสื่อมทรามของรัฐผ่านเมืองที่มีกฎห้ามพกปืนยกเว้นก็แต่ผู้ปกครอง โสเภณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นายอำเภอลิตเติล บิลผู้ซ้อมคนที่ลุกขึ้นแข็งข้อจนตาย และ วิล มันนีชายที่ต้องหวนกลับมาจับปืนอย่างไม่เต็มใจ แต่จำยอมเพียงเพราะต้องการหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งหมดทั้งมวลนำไปสู่การปะทะกันในช่วงท้ายของ วิล และ ลิตเติล บิล หรือปัจเจกชนกับรัฐนั่นเอง”



ความเชื่อที่สั่นคลอน
แม้จะหมดยุคหมดสมัยที่จะขี่ม้าดวลปืน แต่อีสต์วูดยังคงยกระดับประเด็นในหนังของเขาไปสู่เรื่องราวที่ตั้งคำถามกับกลุ่มคนที่มีสถานะทางสังคมที่ถึงพร้อมด้วยพลังและอำนาจอย่างจริงจังมากขึ้น
เดบบราราห์ อลิสัน คอลัมนิสต์จาก Senses of Cinema พูดถึงประเด็นนี้ว่า “หนังที่กำกับโดยอีสต์วูดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขามุ่งวิพากษ์ระบบศีลธรรมที่ซับซ้อน และดีดตัวเองออกจากหนังที่เป็นภาพจำของเขาแบบเดิมๆ เมื่อสมัยเป็นนักแสดง ตัวละครเอกในหนังของเขามักต้องเผชิญกับเหล่าผู้มีอำนาจอย่างไม่มีทางเลี่ยง ทั้งๆ ที่ในอดีตผู้มีอำนาจเหล่านั้นเคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับอีสต์วูด”
สาเหตุหนึ่งที่เขามุ่งทำหนังในประเด็นดังกล่าวมาจากความเชื่อทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมของเขาเริ่มสั่นคลอน จากเหตุการณ์อย่างสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม (รวมถึงสงครามอิรัก) และคดีวอเตอร์เกต (อีสต์วูดโหวตให้ประธานาธิบดีนิกสันถึง 2 สมัย แต่หลังจากนั้นเขาก็วิจารณ์นิกสันอย่างดุเดือดเช่นกัน) เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับบทตำรวจโลกของอมริกา
“สมัยหนุ่มๆ ผมเชื่อในแนวคิดและทัศนคติแบบรีพับลิกัน แถมพวกเขาก็สัญญากับอเมริกันชนทุกคนว่าจะพาเราออกจากสงครามเกาหลี ซึ่งหลังจากผ่านมาหลายปีกับสงครามอื่นๆ ที่ตามมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ผมตระหนักว่าปรัชญาในแบบรีพับลิกันที่ผมชอบนั้นหายไปแล้ว แต่มันกลับปรากฏอยู่กับแนวคิดของฝ่ายเสรีนิยมแทน” อีสต์วูดกล่าว
นอกจากนี้ เขายังเคยออกมาแสดงความเห็นต่อรัฐบาลและสภาพสังคมว่า “การข่มเหงทางอำนาจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะกับประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับเรา แต่มันดำรงอยู่ในประเทศของเราเช่นกัน แล้วถ้าไม่ระแวดระวังให้ดี อำนาจดังกล่าวจะทำให้เราลำบากด้วยภาพลวงตาและแรงยั่วยวนให้เราลุ่มหลงในพลังของมัน”
แรงขับดังกล่าวส่งผลให้หนังของอีสต์วูดมักให้ภาพตัวละครที่มีสถานะและอำนาจสูงกว่าไปในแง่ลบ และว่าด้วยเรื่องราวของคนที่ลุกขึ้นมาสู้รบปรบมือกับพลังอำนาจของระบบทางสังคมที่มุ่งกำจัดมากกว่าปกป้อง ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดีที่ฆาตกรรมหญิงสาวและพยายามโยนความผิดให้โจรใน Absolute Power (1997), นักข่าวขี้เมา เป็นเสือผู้หญิงและพ่อแสนห่วยที่พยายามปกป้องชายผิวสีผู้บริสุทธิ์ซึ่งถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตใน True Crime (1999) และการตั้งคำถามต่อการวิสามัญของตำรวจกับการให้โอกาสครั้งที่สอง ผ่านตัวละครนักโทษแหกคุกที่จับเด็กเป็นตัวประกันใน A Perfect World (1993)




ถึงเวลาประชาชนถูกกระทำ
อย่างไรก็ตาม เดวิด วอลส์ช นักวิจารณ์จาก wsws.org กล่าวว่างานในช่วงทศวรรษที่ 90 ของอีสต์วูดยังมีความเป็นหนังแนวแอ็กชันแฝงกลิ่นอายแบบ Dirty Harry ที่ตัวละครต่างก็มีอำนาจบางอย่างในมือ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน และนำเสนอการปะทะกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ผลงานในทศวรรษถัดมาเขาเริ่มลดระดับให้ตัวละครเป็นเพียงประชาชนธรรมดาที่ถูกแวดล้อมด้วยแรงกระทำจากสิ่งอื่นที่เหนือกว่า
“ถ้า Dirty Harry เล่าเรื่องของตำรวจที่กำจัดอันธพาลเพื่อปกป้องประชาชน ส่วน Absolute Power คือเรื่องของโจรที่งัดข้อกับรัฐ Mystic River (2003) ก็คือหนังที่อยู่ตรงกลางและฉายให้เราเห็นว่าผลสุดท้ายประชาชนธรรมดาอย่างเราต่างหากที่ต้องตกเป็นเหยื่อและถูกกระทำอย่างแท้จริง
“ส่วนหนังกลิ่นเฟมินิสต์อย่าง Million Dollar Baby (2004) และ Changeling (2008) ก็เป็นเรื่องของปุถุชนที่ต้องถูกกดอยู่ในระบบของภาครัฐ แม็กกี้ (ฮิลาลี สแวงค์) ต้องเจอกับประกันสังคม ขณะที่ คริสตีน (แองเจลินา โจลี) เผชิญกับอำนาจของตำรวจ” วอลส์ชบอก
หรือแม้กระทั่ง Gran Torino (2008) หนังสั่งลาภาพอเมริกันฮีโร่ของอีสต์วูดเองก็กะเทาะปัญหาสุดใกล้ตัวชาวอเมริกันอย่างอาชญากรรมจากพวกแก๊งและเรื่องการเหยียดเชื้อชาติซึ่งจุดเริ่มต้นอาจไม่ได้เกิดจากระบบใดๆ แต่มาจากทัศนคติของชาวอเมริกันเองที่เชื่อว่าเชื้อชาติของตนอยู่เหนือกว่าชาวม้ง (รวมถึงชาวมุสลิมและคนผิวดำ) จนสุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหาการไร้ความช่วยเหลือจากภาครัฐ
อีสต์วูดเองยอมรับว่า ด้วยอายุและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้เขาอยากหันกลับมาสำรวจเรื่องราวใกล้ตัวอย่างผู้คนในสังคมบ้าง “สมัยหนุ่มๆ ผมอาจอยากออกเดินทาง อยากไปผจญภัย พอโตขึ้นมาหน่อยผมก็เริ่มสนใจสังคม แต่เมื่อแก่ตัว ผมก็นึกถึงแต่เรื่องราวของผู้คน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมมากที่สุดและมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมมองโลกในแบบที่ผมมอง ดังนั้น หนังที่ผมทำก็เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนโลกในมุมของผมออกมา”

หยุดนะ! นี่ FBI
เป็นธรรมเนียมไปแล้วก็ว่าได้ที่อีสต์วูดจะต้องมีหนังที่เขากำกับออกฉายอย่างน้อยปีละเรื่อง ซึ่งปีนี้เขาก็มาพร้อมกับ J. Edgar หนังอัตชีวิตประวัติของ เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ผู้ก่อตั้งหน่วย FBI (Federal Bureau of Investigation) โดยหนังเล่าเรื่องของเอ็ดการ์ตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็กที่ถูกผลักดันโดยผู้เป็นแม่จนถึงช่วงบั้นปลายของชีวิตที่กลายเป็นคนหวาดระแวง รวมไปถึงความสัมพันธ์กับ ไคลด์ โทลสัน (อามี แฮมเมอร์ [The Social Network]) มือขวาส่วนตัวที่หลายคนลือกันว่าทั้งสองเป็นคู่เกย์กัน
จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมารวมถึงการที่หนังได้มือเขียนบทรางวัลออสการ์อย่าง ดัสติน แลนซ์ แบล็ค (Milk) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเขาเป็นชาวสีม่วง ทำให้คนดูหลายคนตีความกันไปก่อนแล้วว่านี่จะเป็นหนังที่ตีความว่าเอ็ดการ์เป็นเกย์ ซึ่งอีสต์วูดก็มาสวนกระแสดังกล่าว

“สิ่งที่หนังถ่ายทอดไม่ใช่เรื่องของการตีความว่าเอ็ดการ์เป็นเกย์หรือไม่ แต่เป็นเรื่องของชายหนุ่มไฟแรงที่คอยปกป้องประเทศของเรา เขาผลักดันให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ, ใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยหาหลักฐาน และยังก่อตั้งหน่วย FBI แถมยังดำรงตำแหน่งอยู่ 48 ปี ผ่านประธานาธิบดีมา 8 คน นั่นแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสามารถไล่เขาออกได้ เพราะเอ็ดการ์เจ๋งพอที่จะมีบางอย่างที่ทุกคนต้องการ
“แต่นอกจากพลังและสิ่งที่เขาเป็นแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมสนใจในตัวเขามากที่สุดก็คือคำถามที่ว่า ทำไมคนอย่างเอ็ดการ์ถึงมีจุดจบที่แสนโหดร้าย เขาทำงานเพื่อประเทศชาติมาอย่างยาวนาน แต่สุดท้ายประชาชนที่เขาปกป้องกลับเป็นคนที่เกลียดเขามากที่สุด นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากนำเสนอ ส่วนเรื่องที่ว่าเขาเป็นรักร่วมเพศหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่หนังเปิดให้คนดูกลับไปคิดต่อเอาเอง”

แบล็คเสริมว่า “หน้าที่ที่สำคัญของการเป็นคนเขียนบทคือ การเข้าไปให้ถึงหัวใจของตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังเขียนบทหนังที่สร้างจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง ดังนั้น เรื่องราวความสัมพันธ์ของเขา (เอ็ดการ์) กับ โทลสัน ก็ต้องถูกนำเสนอเช่นกัน”
กระนั้นสิ่งที่ทำให้เราสนใจ J. Edgar มากที่สุดคือ มันยังเป็นงานที่พิสูจน์ว่าคนทำหนังรุ่นลายครามอย่างอีสต์วูดยังคงเดินหน้าสำรวจในสิ่งที่ตนเองตั้งคำถามและสนใจอย่างเรื่องราวของมนุษย์และอำนาจต่อไป ซึ่งสังเกตเห็นได้จากลักษณะร่วมที่ปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ เช่นกัน
ทั้งตัวเอกที่เป็นตัวแทนของผู้พิทักษ์ (เอ็ดการ์ ในฐานะผู้ก่อตั้งหน่วย FBI) มีอิทธิพลอำนาจมากมายอยู่ในมือ (สถานะทางการเมืองและรู้ความลับของบุคคลสำคัญๆ) และการต้องพบกับจุดจบอันหม่นเศร้า (ใช้สิ่งที่ตัวเองมีชักใยและคุกคามคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง จนชีวิตวายป่วงและป่วยเป็นโรคหวาดระแวง)

#1 By hogan scarpe (222.185.123.44) on 2011-11-15 16:51